පැටවීම

Slzii.com සෙවීම

සෙවීම (පුවත්)

BBC วิเคราะห์ UK พร้อมแค่ไหน หากเผชิญภาวะสงคราม ?

BBC วิเคราะห์ UK พร้อมแค่ไหน หากเผชิญภาวะสงคราม ?
Thai Pbs News thai politics top

สํานักข่าว BBC เผยแพร่บทวิเคราะห์ "War may be coming. Are we psychologically ready?" โดยตั้งคําถามถึงความพร้อมของประเทศและประชาชน หากสหราชอาณาจักรต้องเผชิญกับภาวะสงคราม บทวิเคราะห์ดังกล่าวระบุว่า หากสหราชอาณาจักรต้องเข้าสู่ภาวะสงครามอย่างกะทันหัน ประชาชนจะรู้หรือไม่ว่าควรทําอะไร? และรู้หรือไม่ว่ารัฐคาดหวังให้ทําอะไร? รัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณเตือนให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจําวัน ไม่ว่าจะเป็นการแนะนําให้สะสมอาหารกระป๋องและน้ําดื่มสํารอง การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางสังคม ไปจนถึงการวางแผนรับมือกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะสงคราม พร้อมเริ่มปัดฝุ่น "War Book" หรือแผนยุทธศาสตร์รับมือภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่ไม่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขมานานหลายทศวรรษ ด้านริชาร์ด ไนท์ตัน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอังกฤษ ก็ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยเช่นกัน โดยระบุว่าภัยคุกคามจากรัสเซียในปัจจุบัน ทําให้สหราชอาณาจักรกําลังตกอยู่ในช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด ในรอบ 35 ปีของชีวิตการรับราชการทหารของเขา บทวิเคราะห์นี้ยังตั้งคําถามว่า ภัยคุกคามที่ว่านั้นคืออะไร? ในปี 1940 ภัยจากการที่เยอรมนีจะบุกโจมตีสหราชอาณาจักร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงและน่าหวั่นเกรง แต่ในยุคปัจจุบัน โอกาสที่รถถังของรัสเซียจะแล่นเข้าสู่ถนนไวท์ฮอลล์ในกรุงลอนดอนนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ มาร์กาเร็ต แมคมิลแลน นักประวัติศาสตร์และผู้เขียนหนังสือ War: How Conflict Shaped Us ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่น่ากังวลในยุคนี้ไม่ใช่รถถัง แต่คือการทําลายสายเคเบิลสื่อสารใต้ท้องทะเล การเจาะระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี ความเป็นไปได้ของสงครามแบบไร้แบบแผนและสงครามไซเบอร์ที่กําลังเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด สิ่งนี้นําไปสู่คําถามว่า สังคมอังกฤษพร้อมแล้วหรือยัง หลังจากที่ไม่มีสงครามเกิดขึ้นบนแผ่นดินมานานถึง 80 ปี สังคมมีความพร้อมทางจิตใจมากน้อยแค่ไหน? พร้อมที่จะอนุมัติงบประมาณด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และยอมรับการเสียสละในด้านอื่นๆ ที่อาจตามมาหรือไม่? หรือภัยคุกคามเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัวเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็นความจริง? มรดกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 แมคมิลแลน สะท้อนมุมมองว่า ผู้คนในยุคปัจจุบันคุ้นชินกับความคิดที่ว่า สันติภาพคือสภาวะปกติของโลกที่จะคงอยู่ตลอดไป สังคมส่วนใหญ่จึงยังไม่มีความพร้อมทางจิตวิทยาสําหรับสงคราม แม้จะเริ่มตระหนักมากขึ้นว่าสงครามกําลังขยับเข้ามาใกล้ตัวมากกว่าที่คิดก็ตาม สถานการณ์ในปัจจุบันถูกเปรียบเทียบกับฤดูร้อนในยุค Edwardian ก่อนปี 1914 ที่คลิปภาพยนตร์หอจดหมายเหตุเผยให้เห็นชาวอังกฤษกําลังเพลิดเพลินกับการชมการแข่งขันม้าและคริกเก็ต ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากความสูญเสียและโศกนาฏกรรมของสงครามโลกครั้งที่ 1 พล.อ.ริชาร์ด เชอร์ริฟฟ์ อดีตรองผู้บัญชาการสูงสุดกองกําลังผสมยุโรปของนาโต้ ระบุว่า สังคมในขณะนี้ตกอยู่ในสภาวะคล้ายยุคก่อนปี 1914 ที่แม้จะมีการพูดถึงเรื่องสงครามอยู่ตลอดเวลา แต่ความคิดที่จะต้องเข้าสู่สงครามจริง ๆ กลับถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวจนไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ในอดีต ยุโรปไม่ได้มีท่าทีต่อต้านสงคราม โดยในปี 1914 ศูนย์รับสมัครทหารเต็มไปด้วยอาสาสมัครที่กระตือรือร้นจะรับใช้ชาติ เนื่องจากคนรุ่นนั้นเติบโตมากับเรื่องเล่าการสร้างจักรวรรดิอันกล้าหาญ ซึ่งมองว่าสงครามเป็นภาพของการบุกโจมตีด้วยทหาร นําไปสู่ชัยชนะอย่างรวดเร็วและทุกคนจะได้กลับบ้าน แต่ทว่าประสบการณ์จากสิ่งที่ถูกเรียกว่า Great War หรือมหาสงคราม ได้ฝังรากลึกอยู่ในจิตสํานึกของผู้คนและยังคงอยู่ในความทรงจําร่วมของสังคมมาจนถึงทุกวันนี้ ชายชาวอังกฤษที่เข้าร่วมรบ 1 ใน 8 คนต้องจบชีวิตในสนามรบที่แฟลนเดอร์ส ฝรั่งเศส เมโสโปเตเมีย และกัลลิโพลี ส่วนผู้ที่รอดชีวิตได้จารึกความโศกเศร้าไว้บนแผ่นดิน ผ่านการสร้างอนุสรณ์สถานสงครามนับพันแห่ง ความเจ็บปวดจากเหตุการณ์นี้ได้แผ่ขยายไปทุกชุมชนทั่วประเทศ และความสูญเสียครั้งนั้นได้เปลี่ยนมุมมองที่ยุโรปมีต่อสงครามไปอย่างสิ้นเชิง วิกฤตแห่งความไม่เชื่อ แอนดรูว์ มิชตา ศาตราจารย์ด้านยุทธศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยฟลอริดา วิเคราะห์ว่า ชาวยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มผู้นําในยุโรปตะวันตก ต่างตกอยู่ในภาวะ "วิกฤตแห่งความไม่เชื่อ" (Crisis of Disbelief) มานานหลายทศวรรษ ขณะที่สหราชอาณาจักรก็เป็นเช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรป ที่มีความพร้อมทางจิตใจในระดับต่ํามาก อีกทั้งผู้มีอํานาจยังไม่ได้เปิดเผยความจริงเกี่ยวกับภัยคุกคามที่กําลังคืบคลานเข้ามาอย่างตรงไปตรงมา ศาตราจารย์ด้านยุทธศาสตร์ศึกษา กล่าวอีกว่า การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในทศวรรษ 1990 ทําให้หลายประเทศในยุโรปปรับลดงบประมาณกลาโหมและปลดกําลังทหารครั้งใหญ่ เพราะเชื่อว่าภัยคุกคามจากรัสเซียได้หมดไปแล้ว พร้อมยกตัวอย่างกรณีเยอรมนีพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียผ่านท่อ Nord Stream โดยเขามองว่าเป็นความเชื่อที่ผิดพลาดที่เบอร์ลินจะสามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์กับมอสโกได้ ด้วยวิธีการทางการเมืองและเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน พล.อ.ริชาร์ด เชอร์ริฟฟ์ ให้ความเห็นว่า การที่รัสเซียรุกรานยูเครนครั้งแรกในปี 2014 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสําคัญ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัสเซียเผยตัวตนว่าเป็นภัยคุกคามอันตรายต่อความมั่นคงของชาติตะวันตก โดยรัสเซียมีความเชื่อว่าตนเองตกอยู่ในภาวะสงครามกับนาโต้มาตั้งแต่ปี 2014 แม้จะไม่ใช่สงครามรูปแบบปกติ แต่เป็นสงครามที่มุ่งบั่นทอนเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศเป้าหมายและพันธมิตร พร้อมเตือนว่าไม่ควรมองข้ามรัสเซีย เพราะมีความเป็นไปได้ที่รัสเซียอาจพยายามสร้างความระส่ําระสายให้กับนาโต้ด้วยวิธีการต่างๆ บทวิเคราะห์ของ BBC ยังระบุถึงการเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณกลาโหม ที่มาจากความเชื่อว่าการเตรียมพร้อมสําหรับการรบคือวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันสงคราม แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นพ้อง จิม ออร์ฟอร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาคลินิกและชุมชน มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม มองว่า ความเชื่อเรื่องการถูกคุกคามเป็นการคิดแบบกรอบง่ายๆ เพื่อให้สามารถจินตนาการถึงการทําสงครามได้ โดยสังคมต้องสร้างภาพของฮีโร่และศัตรูขึ้นมา ซึ่งได้ออร์ฟอร์ดแบ่งขั้นตอนไว้อย่างชัดเจน โดยขั้นแรกเป็นการเตรียมความพร้อมทางจิตวิทยา ขั้นตอนที่สองคือการพิจารณาไตร่ตรองเรื่องสงคราม และขั้นตอนที่สามคือการเข้าสู่ภาวะสงครามจริงๆ ซึ่งในปัจจุบันสังคมตะวันตกได้ก้าวเข้าสู่ช่วงการตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงคราม เรียบร้อยแล้ว การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม "วิกฤตความไม่เชื่อ" ไม่ได้เกิดขึ้นในระดับเดียวกันทั่วทั้งยุโรป ยิ่งขยับไปทางตะวันออกและเข้าใกล้พรมแดนรัสเซียมากเท่าไร ประชาชนในประเทศเหล่านั้นก็ยิ่งตื่นตัวต่อภัยคุกคามและมีความพร้อมทางจิตใจมากยิ่งขึ้น "สวีเดน" ยึดนโยบายเป็นกลางทางทหารและไม่เคยเผชิญสงครามมานานกว่า 200 ปี แต่หลังจากรัสเซียรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2022 สวีเดนได้ละทิ้งนโยบายดังกล่าว และกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพร้อมทางจิตใจมากที่สุดในยุโรป โดย อุลฟ์ คริสเตอช็อน นายกรัฐมนตรีสวีเดน ระบุว่า รัสเซียเป็นภัยคุกคามที่เห็นได้ชัด แม้ไม่รู้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่บทสรุปของสงครามจะเป็นตัวกําหนดสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคไปอีกอย่างน้อยหนึ่งชั่วอายุคน ขณะที่นักวิเคราะห์จากสถาบันการศึกษายุโรปตะวันออกแห่งสตอกโฮล์ม เปิดเผยว่า ในสวีเดนมีการเปิดรับการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนอย่างมาก เรื่องชายแดนและความมั่นคงถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของทุกคน นอกจากนี้ประเทศในกลุ่มบอลติก ได้แก่ ลิทัวเนีย เอสโตเนีย และลัตเวีย ซึ่งเคยอยู่ใต้การปกครองของสหภาพโซเวียต ก็มีความตื่นตัวสูงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปต่างหันมอง "ฟินแลนด์" ในการเตรียมความพร้อมทางจิตวิทยาและความเข้มแข็งของภาคพลเมือง โดยแนวทางด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงของฟินแลนด์ มีรากฐานมาจากประสบการณ์สงครามในอดีตเช่นกัน โดยฟินแลนด์ได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต พร้อมกับสวีเดน หลังรัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 ฟินแลนด์มีระบบเกณฑ์ทหารสําหรับผู้ชายทุกคน และมีผู้หญิงบางส่วนสมัครใจเข้ารับราชการทหารด้วย เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ พวกเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกองกําลังสํารองของประเทศ ซึ่งระบบนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างกองทัพกับภาคประชาชนได้ โดย พล.อ. อาร์โต ราตี อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมฟินแลนด์ อธิบายว่า การเกณฑ์ทหารที่มีประสิทธิภาพ จะผูกโยงทุกครอบครัวในสังคมเข้ากับนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้สถาบันทหารและตํารวจกลายเป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในฟินแลนด์ นอกจากนี้ ฟินแลนด์ยังจัดหลักสูตรการบริหารจัดการวิกฤตระดับชาติเป็นประจําทุกปีให้แก่กลุ่มผู้นําในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรัฐสภา รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานด้านสาธารณสุข ไปจนถึงองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และองค์กรทางศาสนา เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจหน้าที่ของตนเองเมื่อเกิดวิกฤต ส่งผลให้ฟินแลนด์ซึ่งมีประชากรเพียง 5.5 ล้านคน มีกองทัพประจําการ 23,000 นาย (เทียบกับอังกฤษที่มีประชากร 66 ล้านคน แต่มีทหารประจําการ 70,000 นาย) สามารถระดมกองกําลังสํารองได้มากถึง 280,000 นายในเวลาอันสั้น จากกองกําลังสํารองทั้งหมดเกือบ 1 ล้านนาย โดยในปี 2025 ฟินแลนด์ใช้จ่ายงบประมาณด้านกลาโหมคิดเป็นร้อยละ 2.5 ของ GDP ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขร้อยละ 2.3 ของสหราชอาณาจักรในปีเดียวกัน คําถามสําคัญทิ้งท้ายคือ สหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ควรจะลงทุนเพื่อเดินตามโมเดลของฟินแลนด์หรือไม่ ในเมื่อโอกาสที่จะเกิดสงครามรูปแบบปกติกับรัสเซียยังดูเป็นเรื่องไกลตัว? ประเด็นนี้ พล.อ.ริชาร์ด เชอร์ริฟฟ์ ยืนยันว่า กองทัพขนาด 70,000 นายไม่เพียงพอต่อการรับมือกับรูปแบบสงครามที่อาจต้องเผชิญ ดังนั้นอังกฤษจึงไม่อาจสร้างศักยภาพทางการทหารที่จําเป็นได้ หากไม่มีการปรับใช้ระบบเรียกพลหรือเกณฑ์ทหาร โดยเสนอว่าอังกฤษควรพิจารณารูปแบบการเกณฑ์ทหารของนอร์เวย์ ที่ลงทะเบียนเยาวชนทุกคนเพื่อเข้ารับการฝึกทหาร 1 ปี นอกจากจะเป็นการสร้างกองกําลังสํารองแล้ว ประวัติการรับราชการทหารยังกลายเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นในการสมัครงานในภาคเอกชนอีกด้วย ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่ช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติของชาวอังกฤษที่มีต่อเรื่องสงครามได้ เชอร์ริฟฟ์ ย้ําทิ้งท้ายว่า ผู้นําทางการเมืองจะต้องมีความกล้าหาญและสื่อสารความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า การดําเนินการเหล่านี้เป็นสิ่งจําเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศในอนาคต อ้างอิงบทความจาก BBC เขียนโดย Allan Little อ่านข่าว สหรัฐฯ บรรลุดีลเดนมาร์ก เพิ่มกําลังทหารใน "กรีนแลนด์" "ทรัมป์" สั่งห้าม 3 สื่อใหญ่เข้าทําเนียบขาว อ้างรายงานข่าวปลอม แหล่งข่าวชี้ "จีน" กดดันอิหร่านปราบ "ฮูตี" รุกคืบเยเมน-โจมตีซาอุฯ
2026-09-19 12:48:07

ඔයා කරන්නේ කුමක් ද?

0.028354167938232


පුවත්
Thai Pbs News

නවතම පුවත් සහ සිරස්තල
สํานักข่าว BBC เผยแพร่บทวิเคราะห์ War may be coming. Are we psychologically ready? โดยตั้งคําถามถึงความพร้อมของประเทศและประชาชน หากสหราชอา...
පුවත්